ก่อนทศวรรษแรก

 

พ.ศ. 2485 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังมีผู้รู้จักศาสตร์ของภูมิสถาปัตยกรรมค่อนข้างน้อย แต่ได้เริ่มมีการเปิดสอนวิชาการออกแบบภูมิทัศน์ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในชั้นปีที่ 3 โดยมี หม่อมหลวงโสภิต นพวงศ์ เป็นผู้สอนการออกแบบสวนในรูปแบบโบซาที่เป็นที่นิยมของยุโรปในขณะนั้น และได้ยุติการสอนวิชานี้ไปในราว พ.ศ. 2488   หลังจากนั้นได้เริ่มเปิดสอนวิชาภูมิสถาปัตยกรรมในช่วงประมาณ พ.ศ. 2500 โดยบรรจุไว้ในการเรียนชั้นปีที่ 3 ของหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นวิชาต่อเนื่อง 2 ภาคการศึกษา  ผู้สอนคือ อาจารย์จันทร์ลดา บุญยมานพ คนไทยคนแรกที่ได้ปริญญาโทวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นรับราชการเป็นสถาปนิกประจำกรมศิลปากร

   
 

การก่อตั้งแผนกวิชาภูมิสถาปัตยกรรมขึ้นในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2514 เมื่อมีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มีคำสั่งแต่งตั้ง รองศาสตราจารย์แสงอรุณ รัตกสิกร เป็นผู้ดำเนินการขอเปิดสอน แผนกวิชาภูมิสถาปัตยกรรม ตามคำสั่งที่ 62/2514 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2514  หลังจากนั้นได้มีการแต่งตั้งกรรมการ ร่างหลักสูตรจำนวน 8 ท่านใน พ.ศ. 2515 ซึ่งการร่างหลักสูตรและการขออนุมัติได้ดำเนินการเรื่อยมา จนมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรมลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2520 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรมเริ่มเปิดสอนนิสิตรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ. 2521 นับเป็นการเปิดสอนสาขาวิชานี้ครั้งแรกของประเทศไทย

   
  คณะกรรมการร่างหลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต 8 ท่าน ตามคำสั่งที่ 41/2515 ลงวันที่  3 สิงหาคม พ.ศ. 2515 ได้แก่
 
รองศาสตราจารย์ แสงอรุณ รัตนกสิกร เป็นประธานกรรมการ

ศาสตราจารย์ กระสินธ์ สุวตพันธ์                               

เป็นกรรมการ (นักพฤกษศาสตร์)
รองศาสตราจารย์ พัทยา สายหู เป็นกรรมการ (นักสังคมศาสตร์)
รองศาสตราจารย์สนั่น เจริญเผ่า เป็นกรรมการ (วิศวกร)
นางจันทร์ลดา น้ำทิพย์   เป็นกรรมการ (ภูมิสถาปนิก)
นายเดชา บุญค้ำ  เป็นกรรมการ (ภูมิสถาปนิก)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กฤษฎา อรุณวงศ์ฯ เป็นกรรมการ (สถาปนิก)
อาจารย์ ผุสดี ทิพทัส   เป็นเลขานุการ
   
 

ช่วงทศวรรษแรก พ.ศ. 2521 – 2531

 

นิสิตในสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม 11 คนแรกมาจากนิสิตที่สอบเข้าได้ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ของปี 2521  ซึ่งสมัครใจเปลี่ยนมาเข้าหลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรมตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกของการเข้าศึกษา นับเป็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว เป็นอย่างยิ่งสำหรับการเข้าสู่วิชาชีพภูมิสถาปนิกซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักในประเทศไทยช่วงนั้น  จากนั้นหลักสูตร ได้เริ่มเปิดรับ นิสิตเข้าเรียนปีละ 20 คนต่อมาเป็นเวลาหลายปี  ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับจำนวนนิสิตรับเข้าเป็น 40 คนต่อปีในภายหลัง

   
 
   
 

หลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้ในขณะนั้นมีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร 177 หน่วยกิต  ใช้เวลาศึกษา 5 ปี ครอบคลุมวิชาทางด้านการออกแบบ ด้านการก่อสร้าง ด้านวัสดุพืชพันธุ์  ด้านการปฏิบัติวิชาชีพ และ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  วิชาที่นิสิตให้เวลามากที่สุดคือวิชาด้านการออกแบบและวิชาด้านการก่อสร้าง  เพราะเป็นการเรียนการสอนเชิงบูรณาการที่นิสิตจะต้องนำความรู้จากวิชาต่างๆ มาใช้ในการออกแบบ  อย่างไรก็ดี วิชาที่นิสิตตั้งหน้าตั้งตารอได้แก่ วิชาที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ฟิลด์ทริป(Field Trip) ซึ่งเป็นวิชาพิเศษที่จะพานิสิตเดินทางไปดูพื้นที่ต่างๆ ของประเทศเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์  เพื่อให้นิสิตได้รู้กว้างถึงภูมิภาคต่างๆ ของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ป่าเขา  ซึ่งนิสิตจะได้ใช้เวลา 2-3 วันในพื้นที่ป่าอีกครั้งหนึ่งในวิชาป่าและการป่าไม้  นิสิตภูมิสถาปัตยกรรมช่วงนั้นจึงรู้สึกว่าตนเองรู้จักป่า ทะเล และ ธรรมชาติมากกว่าเพื่อนๆ ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ด้วยกัน

   
 
   
 

นอกจากการเรียนการสอนแล้ว ด้วยภาระหน้าที่ของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุไว้ ซึ่งมีภาระหน้าที่ 4 อย่าง คือ ผลิตบัณฑิต ผลิตงานวิจัยเพื่อความก้าวหน้าของสังคม ให้บริการทางวิชาการต่อสังคม และ ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  คณาจารย์ของภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรมจึงมีผลงานให้บริการทางวิชาการแก่หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน ในทศวรรษแรกนี้ ได้แก่ กรมศิลปากร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรธรณี กรมการศึกษานอกโรงเรียน เป็นต้น  งานวิจัยและบริการทางวิชาการเหล่านี้ถือเป็นการให้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนด้วย  เนื่องจากเป็นการพัฒนาประสบการณ์ให้กับคณาจารย์ที่จำเป็นต้องบูรณาการหลักการสากล เข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงในสังคมไทยและในท้องที่ของประเทศไทยด้วยในการผลิตบัณฑิตแต่ละรุ่น

   
 

ทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2532-2541)

 

ช่วงทศวรรษที่สอง  ภาควิชายังคงใช้หลักสูตรเดิมในการผลิตบัณฑิต  โดยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงรายละเอียด ในเนื้อหาวิชาบางส่วนและวิธีการเรียนการสอน  เพิ่มจำนวนนิสิตรับเข้าเป็นรุ่นละ 40 คน และมีจำนวนอาจารย์เพิ่มมากขึ้น   คณาจารย์ผลิตเอกสารคำสอนและตำรามากขึ้น มีผลงานให้บริการทางวิชาการเพิ่มหน่วยงานกว้างขึ้น หน่วยงานที่ได้รับบริการจากภาควิชาที่เพิ่มมากขึ้น เช่น องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรธรณี การกีฬาแห่งประเทศไทย กรมป่าไม้ เป็นต้น

   
 

ช่วงทศวรรษนี้เป็นช่วงที่ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม จุฬาฯ มีการทำกิจกรรมด้านต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ กับสหพันธ์ภูมิสถาปนิกนานาชาติ (International Federation of Landscape Architects - IFLA) ด้วยการมีคณาจารย์ เข้าร่วมประชุมวิชาการในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซียและเกาหลี   มีนิสิตของภาควิชาส่งผลงานเข้าประกวดในระดับนานาชาติ และได้รับรางวัลจากการประกวดแบบเป็นครั้งแรก และ ภาควิชาได้ร่วมกับสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทยจัดประชุมนานาชาติระดับโลก (The 32nd IFLA World Congress) ขึ้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 21-24 ตุลาคม 2538

   
 

นอกเหนือจากการประชุมนานาชาติและการส่งนิสิตเข้าร่วมในกิจกรรมนานาชาติเหล่านี้  ช่วงทศวรรษนี้ยังได้มีกิจกรรมแลกเปลี่ยน ทางวิชาการระหว่างนักศึกษาไทยและต่างประเทศ เช่น การทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม จุฬาฯ กับ University of Canberra   ในการที่นิสิตของภาควิชาจะไปศึกษาที่ University of Canberra 1 ภาคการศึกษา และรับนักศึกษาจากแคนเบอร่ามาศึกษา 1 ภาคการศึกษาที่จุฬาฯ ในทำนองเดียวกัน  ต่อจากนั้นนิสิตก็ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรม ระหว่างประเทศในหลายรูปแบบกับหลายประเทศ เช่น การเข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษ การร่วมชั้นเรียนแบบประชุมปฏิบัติการ(Work Shop) ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

   
 
   
 

ทศวรรษที่สาม (พ.ศ. 2542-2551)

 

ช่วงทศวรรษที่สามของภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม  ได้มีปัจจัยหลายประการที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในภารกิจของภาควิชา เช่น วิทยาการใหม่ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ  กระแสการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยการรับรองปริญญาฯในการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2545  สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ภาควิชาต้องมีความสัมพันธ์ทางวิชาการกับองค์กรภายในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น คณาจารย์ต้องเผยแพร่ประสบการณ์และความรู้ต่อสังคมมากขึ้น ตลอดจนมีการประเมินซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรี และ มีการเปิดสอนระดับปริญญาโทเป็นครั้งแรก

   
 

หลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฑิตมีการประเมินและปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับศาสตร์และสังคมที่เปลี่ยนแปลง  ปรับรายวิชาให้นิสิตมีโอกาสศึกษาค้นคว้าตามความสนใจเฉพาะตัวมากขึ้น  ได้เรียนในวิชาประเภทสหศาสตร์มากขึ้น และให้นิสิตมีโอกาสทำกิจกรรมนอกหลักสูตรมากขึ้น หลักสูตรปรับปรุงใหม่เริ่มใช้กับนิสิตรุ่นเข้าศึกษาปีการศึกษา 2551 มีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร 169 หน่วยกิต  ประกอบด้วยหมวดการศึกษาทั่วไป 30 หน่วยกิต หมวดวิชาเฉพาะ 133 หน่วยกิต ส่วนที่เหลือเป็นวิชาเลือกเสรี    

   
 

ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม จุฬาฯ เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2542  โดยรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการออกแบบกายภาพเข้าศึกษาในหลักสูตร   ใช้เวลาศึกษา 2 ปี จากนั้นใน พ.ศ. 2551 ได้เริ่มหลักสูตรปริญญาโทที่รับนิสิตที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางภูมิสถาปัตยกรรมใช้เวลาศึกษา 1 ปีครึ่ง โดยแผนหลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้นิสิตสามารถเลือกกลุ่มวิชาที่ตนเองสนใจและมีความถนัดเพื่อสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้มากขึ้น  การเรียนการสอนระดับปริญญาโทของภาควิชาเป็นไปตามนโยบายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ต้องการเน้น ให้บัณฑิตระดับปริญญาโทมีความสามารถเชิงสืบค้นและวิจัยด้วยนอกเหนือจากความรู้ด้านวิชาชีพ  วิทยานิพนธ์ของบัณฑิตระดับปริญญาโทของภาควิชาจึงทำให้ได้เอกสารงานวิจัยในวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมของไทยมากขึ้น  ซึ่งจะมีผลย้อนกลับไปสู่การเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีด้วย

   
 

ด้านวิจัยและการให้บริการวิชาการต่อสังคมนั้น ในช่วงทศวรรษนี้ภารกิจด้านนี้ได้รับการยกระดับความสำคัญมากขึ้น ตามพันธกิจของสถาบันอุดมศึกษา และตามวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแหล่งความรู้และแหล่งอ้างอิงของแผ่นดิน และมุ่งหวังให้การดำเนินงานของภาควิชาในมหาวิทยาลัยมีการบูรณาการ การเรียนการสอน การวิจัย และ การให้บริการทางวิชาการเข้าด้วยกัน  ดังนั้นนอกเหนือจากการทำงานด้านการเรียนการสอนแล้ว คณาจารย์ของภาควิชาจึงจำเป็น ต้องมีผลการดำเนินงานเชิงวิจัยและบริการวิชาการกว้างขวางขึ้นในช่วงทศวรรษนี้ เช่น การศึกษาแนวทางการออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ทางหลวง  การส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สีเขียวริมถนนสายหลักตาม กฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร  การศึกษาแนวทางการจัดทำโครงการและออกแบบเส้นทางชมทิวทัศน์ เป็นต้น  มีการจัดอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ เช่น การอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางในการวางรูปแบบการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยว เชิงสุขภาพน้ำพุร้อนธรรมชาติให้สอดคล้องกับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวสุขภาพน้ำพุร้อนธรรมชาติ  การอบรมแนวทางการออกแบบเส้นทางชมทิวทัศน์  การอบรมสัมมนาเรื่องหลักการออกแบบและจัดการภูมิทัศน์เมืองเพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้น 

   
 

ณ วันนี้  ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ  มีนิสิตศึกษาทั้งระดับปริญญาตรีและโทจำนวน 200 คน มีอาจารย์ประจำทั้งสิ้น 16 คน  ดำเนินงานภายใต้พันธกิจและวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอันที่จะสร้างบัณฑิตที่มีความรู้และทักษะที่ได้มาตรฐานในระดับนานาชาติและเหมาะสมกับสังคม  บุกเบิกองค์ความรู้ใหม่และบูรณาการองค์ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคมไทย  สร้างปัญญาและถ่ายโอนองค์ความรู้กับสาธารณะเพื่อช่วยพัฒนาสังคมไทยไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในประชาคมโลก และ สืบสานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  อันจะเป็นฐานนำไปสู่การทำงานในทศวรรษต่อๆ ไป   

   
 

ขอขอบพระคุณศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา  บุญค้ำ สำหรับข้อมูลการก่อตั้งภาควิชาในช่วงแรก